น่าน

“แข่งเรือลือเลื่องเมืองงาช้างดำจิตรกรรมวัดภูมินทร์แดนดินส้มสีทเรืองรองพระธาตุแช่แห้ง”

จากหลักฐานทางโบราณคดี การขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีภูซางและแหล่งโบราณคดีในเขตลำน้ำซาว พบหลักฐานเครื่องมือหินซึ่งกำหนดอายุได้ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ต่อเนื่องมาในช่วงสมัยประวัติศาสตร์ โดยพบการใช้เครื่องมือหินอยู่ในชั้นหลักฐานเดียวกันกับเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งเตาเผาโบราณบ่อสวก เมื่อราว ๗๐๐ – ๘๐๐ ปีมาแล้ว ทำให้เชื่อได้ว่า จังหวัดน่านน่าจะเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ ซึ่งทำให้มีการอยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงประวัติศาสตร์ตอนต้นของเมืองน่าน ปรากฏเป็นหลักฐานจากพื้นเมืองหรือพงศาวดาร ซึ่งได้เล่าเป็นตำนานหรือนิทานเกี่ยวกับกษัตริย์น่าน คือ ขุนนุ่น ขุนฟอง กล่าวคือ บริเวณ ลุ่มลำน้ำย่าง มีเมืองย่าง ซึ่งปกครองโดย พระญาพูคา พระญาพูคาได้พบไข่สองใบ และต่อมาได้กำเนิดเป็นพี่น้องสองคน คือ ขุนนุ่น และขุนฟอง ขุนนุ่นได้ไปปกครองเมืองจันทบุรีหรือหลวงพระบาง ส่วนขุนฟอง ได้ก่อร่างสร้างเมืองพลัว หรือเมืองปัว หรือวรนคร ขึ้น

จากการศึกษาร่องรอยเมืองโบราณบริเวณลุ่มลำน้ำย่าง พบว่ามีคูน้ำคันดิน อันแสดงถึงชุมชนหรือเมืองโบราณอยู่บริเวณ รอยต่อระหว่าง บ้านเสี้ยว ตำบลยม อำเภอท่าวังผา และบ้านหนอง ตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว มีคูน้ำคันดิน อย่างน้อยสองลักษณะ คือ คูน้ำคันดินสามชั้น และคูน้ำคันดินชั้นเดียว นอกจากตำนานแล้ว ในเอกสารในช่วงรัชกาลที่ ๕ ยังได้กล่าวถึง เมืองย่าง และเมืองยม ว่าเป็นเมืองในลุ่มน้ำย่างอีกด้วย

บริเวณเมืองปัวในปัจจุบัน ยังพบร่องรอยของคูน้ำคันดิน อันเป็นหลักฐานแสดงถึงความเป็นชุมชนหรือเมืองโบราณ โดยพบว่ามีการขยายของเมืองปัวหลายครั้ง เมืองปัวถือว่าเป็นเมืองใหญ่ และสำคัญของน่านตลอดมา แม้แต่ในปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางของชุมชนทางเหนือของน่าน

ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ในพื้นเมืองน่านฉบับวัดพระเกิด กล่าวว่า จุลศักราชที่ ๗๑๘ (พ.ศ. ๑๘๙๙) พระญาครานเมือง กษัตริย์เมืองปัว ได้รับเชิญจาก พระยาโสปัตตคันธิราช ผู้ครองเมืองสุโขทัย ลงไปช่วยสร้างวัดพระหลวงอภัย และพระยาสุโขทัยได้มอบธาตุ พระเจ้า ๗ องค์ พร้อมพระพิมพ์เงินพระพิมพ์ทอง ให้แก่พระยาครานเมือง 

         พระยาครานเมือง ด้วยคำแนะนำของมหาเถร จึงได้นำพระธาตุพร้อมพระพิมพ์เงินพระพิมพ์ทองประดิษฐานไว้ยังพูเพียง และเป็นเหตุให้มีการย้ายศูนย์กลางการปกครองลงมายังพูเพียงแช่แห้งในเวลาต่อมา หากแต่สันนิษฐานว่าเมืองปัวก็ยังคงมีเจ้าผู้ครองนครเช่นเดิม หากแต่ลดความสำคัญลง บริเวณพูเพียงต่อมาได้ชื่อว่า เวียงแช่แห้ง มีเรื่องเล่าถึงที่มาว่า เกิดจากการนำไม้ที่จะในการก่อสร้างซึ่งมีจำนวนมาก มาแช่ในน้ำ และน้ำเกิดแห้ง จึงได้เรียกเมืองแห่งนี้ว่า “แช่แห้ง”

เมื่อพระยาครานเมืองได้พิราลัยลง พระญาผากองเจ้าผู้ครองเมืองปัวได้ลงมาปกครองเวียงแช่แห้งแทน และในเวลาต่อมา พระญาผากองได้ย้าย ศูนย์กลางการปกครองอีกครั้ง โดยย้ายไปยังทางทิศตะวันตกของแม่น้ำน่าน ซึ่งในขณะนั้น เป็นที่ตั้งของบ้านห้วยไคร้ อันเป็นที่ตั้งของเมืองน่านในปัจจุบัน เมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ในพงศาวดารเมืองน่านฉบับวัดพระเกิด ระบุช่วงเวลา คือ จุลศักราชที่ ๗๘๐ (พ.ศ.๑๙๖๑)

ด้วยเมืองน่านเป็นที่ตั้งของแหล่งเกลือบกหรือเกลือภูเขา ซึ่งเป็นทรัพยากรอันสำคัญในช่วงเวลานั้น เมืองน่านจึงเป็นที่หมายตาของเจ้าต่างเมืองใกล้เคียง เช่น เมืองแพร่ เมืองพะยาว และในพงศาวดารฉบับวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารได้กล่าวว่า พระญาติโลกราชเมืองเชียงใหม่ได้ยกไพร่พลมารบเพื่อต้องการส่วยจากเมืองน่าน เจ้าผู้ครองเมืองน่าน ขณะนั้น คือ พระญาอินทะแก่น ได้พ่ายแพ้และหนีไปพึ่งพิงพระญาเชลียงผู้เป็นพระสหาย ในปีจุลศักราช ๘๑๒ (พ.ศ. ๑๙๙๓) และให้พระญาผาแสงผู้เป็นน้องขึ้นครองเป็นเจ้าผู้ครองนครน่านแทน

และเมื่อล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า เมืองน่านในฐานะเมืองขึ้นของเวียงพิงค์เชียงใหม่ก็ตกอยู่ในสถานะเช่นเดียวกัน ผู้ครองนครน่านสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาจากเมืองต่างๆภายใต้การปกครองของเชียงใหม่และพม่า

จุลศักราชได้ ๑๐๘๘ (พ.ศ. ๒๒๖๙) พระญาหลวงตืนมหาวงศ์ เมืองเชียงใหม่ได้รับพระราชานุญาต จากกษัตริย์อังวะให้มาครองเมืองน่าน ซึ่งเจ้าผู้ครองนครน่านนับจากนั้นจนถึงองค์สุดท้าย ล้วนมีเชื้อสายสืบมาจากเจ้าผู้ครองนครองค์นี้ เจ้าผู้ครองนครน่านและเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จึงถือได้ว่ามีเชื้อสายเดียวกัน

ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ พม่าได้ยกกองทัพเข้าตีล้านนาและกรุงศรีอยุธยา เมืองส่วนใหญ่ในล้านนาต่อต้านการปกครองของพม่า เกิดสงครามไปทุกหัวระแหง จนเมื่อ พระบาทสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่หนึ่งได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ จุลศักราช ๑๑๕๐ (พ.ศ. ๒๓๓๑) เจ้าฟ้าอัทธวรปัญโญ 

          เจ้าผู้ครองนครน่านได้ลงไปทูลพระมหากษัตริย์ที่กรุงเทพฯ และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน นับแต่นั้น เมืองน่านจึงอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าฟ้าอัทธวรปัญโญ ทรงสร้างความชอบ ไว้มากมาย เป็นที่พอพระราชหฤทัยของรัชกาลที่หนึ่ง จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น เจ้าฟ้าอัทธวรปัญโญ ผู้เป็นเสมือนพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์

ในสมัยเจ้าสุมนเทวราชครองเมืองน่าน จุลศักราช ๑๑๗๙ (พ.ศ.๒๓๖๐) เมืองน่านเกิดน้ำท่วมใหญ่ เจ้าสุมนเทวราช จึงได้ขอพระราชทานอนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ย้ายศูนย์กลางการปกครองไปยังดงพระเนตรช้าง ห่างจากเมืองเก่าน่านไปทางทิศเหนือ ประมาณ ๓๖ เส้น หรือ ๑,๔๔๐ เมตร เรียกว่า เวียงเหนือ คู่กับเมืองเก่าน่าน ว่า เวียงใต้

เมื่อแม่น้ำน่านได้เปลี่ยนทางเดินน้ำถอยห่างออกจากเมืองน่านเดิมหรือเวียงใต้ ในปีจุลศักราช ๑๒๑๗ (พ.ศ.๒๓๙๘) เจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ ได้ขอพระราชทานอนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซ่อมแซมเมืองเก่าน่านและย้ายศูนย์กลางการปกครองกลับมายังเมืองน่านเดิม ณ ที่ตั้งเมืองน่านปัจจุบันอีกครั้ง

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ภายใต้โพธิสมภารของกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองน่านอยู่ในฐานะเมืองประเทศราช มีเจ้าผู้ครองนคร ปกครองตนเอง แม้จะมีการปฏิรูปการปกครองโดยกรุงเทพฯ ส่งข้าหลวงเพื่อมาช่วยในการราชการบ้านเมืองก็ตามที แต่เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดาฯ ถึงแก่พิราลัย ในปี ๒๔๗๔ หลังจากนั้นก็ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครน่าน ถือว่าความเป็นเมืองประเทศราชของน่านสิ้นสุดลง จังหวัดน่านได้เปลี่ยนแปลงเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย

สถานที่ท่องเที่ยว

อยู่ที่ตำบลเชียงของอำเภอนาน้อย มีลักษณะเป็นเนินดิน ซึ่งถูกกัดเซาะ จนสึกกร่อนเป็นรูปร่างต่าง ๆ แปลกตาซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่างหนึ่ง คอกเสือมีลักษณะคล้ายเสาดิน สูงถึง 20-30 ม.อยู่ห่างจากเสาดินประมาณ 1 กม.

ปรากฎการณ์ธรรมชาติที่สวยงาม เป็นหุบผาเหมือนฉากม่านขนาดใหญ่ มีริ้วลายเป็นร่องยาว รวมถึงมีแท่งดินรูปร่างต่างๆ กระจัดกระจายอยู่ภายใน ชาวบ้านเล่าว่า ในอดีตบริเวณนี้มีเสือมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

เสาหลักเมืองน่าน ซึ่งแต่เดิมเรียกว่าเสามิ่งเมืองเดิมเป็น ไม้สักทองขนาดใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๓ ฟุต สูง ประมาณ ๓ เมตร ลักษณะเป็นเสาทรงกลมส่วนหัวเสาเกลาเป็น ดอกบัวตูมฝังไว้กับพื้นที่ดินโดยตรง ไม่มีศาลหรืออาคารครอบ แต่อย่างใด สันนิษฐานว่าอาจจะสร้างขึ้นในสมัยเจ้าอัตถวรปัญโญ เป็นเจ้าผู้ครองนครน่าน เหตุเพราะแต่ก่อนมานั้นเมืองน่านไม่มีคติการสร้าง เสาหลักเมือง
ถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน จัดขึ้นทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ของสัปดาห์และตลอดเดือนจะมีการจำหน่ายสินค้า ณ บริเวณถนนผากองด้านข้างวัดภูมินทร์ และจะมีลานข่วงเมืองน่านขนาดใหญ่ ด้านหน้าวัดภูมินทร์ไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปที่ต้องการมาสัมผัสถึงกลิ่นอายวัฒนธรรมของคนเมืองน่านโดยการนั่งรับประทานอาหารแบบขันโตกพื้นเมือง ชมการแสดงทางวัฒนธรรม และจะมีการจำหน่ายสินค้า อาหารพื้นเมือง เสื้อผ้าพื้นเมืองของที่ระลึก ไว้ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาลองชิมและเลือกซื้อของฝากกลับบ้านถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่านมีจำนวนร้านค้า มาจำหน่ายสินค้า อาหารการกิน จำนวนมากถึง357ร้านโดยจะแบ่งออกเป็น2โซน คือ โซนอาหาร160ร้านและโซนเสื้อผ้า กิ๊ฟช็อป ของที่ระลึก197ร้านซึ่งอาหารที่ได้รับการตอบรับดีส่วนมากจะเป็นอาหารพื้นเมือง อาทิ น้ำพริกอ่อง ใส้อั่ว ไกยี แกงฮังเล และแกงแค ส่วนเสื้อผ้าและของที่ระลึกส่วนมากจะเป็นเสื้อผ้าฝ้ายสีดำ สีขาว สิ้นค้าทำมือที่ทำมาจากผ้าฝ้ายก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นเดียวกัน ในขณะที่ถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่านแห่งนี้รณรงค์ให้เป็นถนนคนเดินปลอดโฟม เพื่อสิ่งแวดล้อม100%อีกด้วยนักท่องเที่ยวสามารถเดินเลือกซื้ออาหาร มากมายหลากหลาย ทั้งคาวหวาน อาหารพื้นเมือง ยำรวม ผักผลไม้ น้ำหวาน คั้นจากผลไม้ต่างๆนาๆ จะหาส้มตำแซ่บก็มี หาซื้อเสื้อผ้าพื้นเมือง สำเร็จรูป ของฝากของที่ระลึกจากจังหวัดน่าน และสามารถนำอาหารไปนั่งปูเสื่อฟังเพลง ดนตรีพื้นบ้านโฟล์คซองและเพื่อชีวิต ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันสร้างสีสันในยามค่ำคืน ณ ลานข่วงเมือง เทศบาลเมืองน่าน ตั้งแต่เวลา17.00 – 22.00น.
Shops in Nan

Leave a Reply

Related Post

ตรังตรัง

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่ปรากฏในจังหวัดตรังมีอยู่ทั่วไป เช่น โครงกระดูกมนุษย์โบราณที่ถ้ำซาไก อำเภอปะเหลียน ขวานหินกะเทาะ ขวานหินขัด เศษภาชนะดินเผา ลูกปัดแก้ว  เครื่องประดับ ตามถ้ำต่าง ๆ เช่น เขาสามบาตร ถ้ำเขาไม้แก้ว ถ้ำเขาเทียมป่า ภาพเขียนสีที่เขาแบนะ ถ้ำตรา ล้วนเป็นหลักฐานบอกความเป็นชุมชนก่อนประวัติศาสตร์จนถึงแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ต่อมาจึงมีหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์กับอาณาจักรโบราณทางภาคใต้ในลักษณะที่เป็นเมืองท่าทางผ่าน และมีพัฒนาการมาตามลำดับ จังหวัดตรังในอดีตเคยเป็นเมืองท่าค้าขายกับต่างประเทศ เป็นศูนย์กลางการคมนาคมไปสู่จังหวัดนครศรีธรรมราชเจมส์ โลว์ หัวหน้าคณะทูตของผู้ว่าเกาะปีนัง ผู้รับหน้าที่เจรจาปัญหากับเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย ณ นคร) ได้บันทึกไว้ใน

จันทบุรีจันทบุรี

จันทบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีการสำรวจโบราณคดีหลายแห่งในจันทบุรี พบเครื่องมือเครื่องใช้ยุคหินขัด อายุประมาณ 2,000 ปี ในเขตอำเภอมะขาม อำเภอท่าใหม่และที่ราบเชิงเขาที่บ้านคลองบอน อำเภอโป่งน้ำร้อน เริ่มมีการตั้งเมืองครั้งแรก หน้าเขาสระบาป ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ?ชาวชอง? หรือชนเผ่าในตระกูลมอญ-เขมร? เป็นชนพื้นเมืองกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในป่าฝั่งตะวันออก บริเวณจังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อจันทบุรี-ตราด ซึ่งเป็นแหล่งของป่าและสมุนไพรที่อุดมสมบูรณ์ ในสมัยก่อนชาวชองดำรงชีพด้วยการเก็บของป่าออกมาขาย แต่ในปัจจุบันพื้นที่ป่าลดน้อยลงเพราะถูกหักร้างเพื่อทำสวน ทำไร่ ถูกจับจองโดยคนไทยและคนจีน ตลอดจนการเก็บของป่ากลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย พรานป่าอย่างชาวชองจึงต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นแรงงานในเมือง บางส่วนกลายเป็นชาวนาชาวไร่

นนทบุรีนนทบุรี

จังหวัดนนทบุรี ตั้งอยู่ในภาคกลาง บนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นจังหวัด1ใน5ของจังหวัดปริมณฑล คือ นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร และปทุมธานี มีเนื้อที่ประมาณ622.38 ตารางกิโลเมตร (เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ของจังหวัดในภาคกลางทั้งหมด จังหวัดนนทบุรีมีขนาดเล็กเป็นที่2 รองจากจังหวัดสมุทรสงคราม) โดยแม่น้ำเจ้าพระยาได้ตัดแบ่งพื้นที่ของจังหวัดออกเป็น2ส่วน คือ ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก จังหวัดนนทบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ20กิโลเมตร ประกอบด้วยอำเภอทั้งหมด6อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด อำเภอบางบัวทอง อำเภอบางใหญ่ อำเภอบางกรวย และอำเภอไทรน้อย มีองค์กรปกครอง ท้องถิ่นประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด1แห่ง